Resume ที่ดีควรทำอย่างไร

การหางานในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย ทางบริษัทได้ให้คำปรึกษากับผู้ที่กำลังหางาน นักศึกษาจบใหม่ ผู้ที่อยากจะเปลี่ยนงานมาแล้วมากมาย มีทั้งผู้ที่ต้องการหางานที่เมืองไทย หางานออฟฟิศในประเทศอังกฤษ หรือบางท่านต้องการประวัติการทำงานดีๆเพื่อโอกาสในการทำงานกับบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนยังประเทศไทย เรียกได้ว่าการจัดทำ CV นี้เป็นบริการได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
ซึ่งแน่นอนว่าส่วนมากนั้นผู้มาใช้บริการมักจะมาพร้อมกับคำถามยอดฮิตที่ว่า สมัครไปหลายที่แล้ว ไม่มีที่ไหนเรียกเลย ไม่รู้ทำไม เป็นเพราะอะไร เอาล่ะ วันนี้เราจะมา เปิดหมดเปลือก ไขข้อข้องใจกันไปเลยว่า “ทำอย่างไรให้ได้งาน”

1. การจัดทำ CV ให้ท่านหาเวลาว่าง หาที่ๆเงียบสงบ นั่งคิดทบทวนถึงศักยภาพของตนเองให้ดี เรามีอะไรที่น่านำเสนอบ้าง ยกตัวอย่างถ้าท่านเป็นพนักงานเสิร์ฟ ท่านมีหน้าที่ต้องเอาใบปลิว แผ่นพับไปให้ที่โรงแรมฝั่งตรงข้าม โทรไปถามเค้าว่าวันนี้มีคนจองเยอะมั้ย ส่งลูกค้ามาให้บ้าง จุดนี้ท่านสามารถเขียนลงบน CV ว่า ท่านมีประสบการณ์ด้าน marketing ท่านประสานงานกับโรงแรมใหญ่ๆ ท่านorganize ปาร์ตี้ให้ลูกค้า ท่านมีทักษะทางด้าน customer services พร้อมกับใส่ keywords ต่างๆเหล่านี้ลงไปด้วย เพราะเวลาบริษัทเค้าค้นหา CV เค้าจะมีโปรแกรมพิเศษซึ่ง Keywords คำเหล่านี้ลงไป ดังนั้นถ้ามีคำข้างต้นอยู่ใน CV ของเรา ระบบจะประมวลผลให้CVของท่านmatch กับคำที่เค้าโปรแกรมเข้าไปจะถูกพบโดยอัตโนมัติ ท่านก็จะมีโอกาสได้รับการเรียกไปสัมภาษณ์งาน

2. อธิบายงานให้เค้าเห็นภาพ เห็นระบบ เขียนบรรยายเป็นข้อความ เราทำงานตรงนี้ รับผิดชอบตรงนั้น โปรเจ็กต์นี่เราเป็นคนรับผิดชอบ เวลาเราเกิดปัญหาเรารายงานผลไปให้ใคร เราแก้ปัญหาเบื้องต้นอย่างไร อย่าเขียนแบบ Bullets Point จุดๆๆ ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้
• ฉันติดต่อลูกค้า
• ฉันเตรียมสถานที่และการแสดง
• ฉันดูแลความเรียบร้อยทั่วไป
• ฉันทำบัญชี
พวกนี้ไม่เอา คือ ถ้าเขียนแบบนี้ใครๆก็เขียนได้ ลองเปรียบเทียบระหว่างข้อความแบบ Bullets Point ข้างต้นกับประโยคต่อไปนี้ ฉันทำหน้าที่รีเซฟชั่นที่ร้านอาหารใจกลางกรุงลอนดอน โดยหน้าที่หลักของฉันคือ การต้อนรับลูกค้า นำลูกค้าไปยังโต๊ะอาหารพร้อมทั้งนำเสนอเมนูและแนะนำโปรโมชั่นล่าสุด คอยดูแลและสนับสนุนการทำงานของทีมงานคนอื่นๆตามที่ทางทีมงานต้องการ ถึงแม้จะไม่ใช่หน้าที่ของแผนกรีเซฟชั่น แต่เราก็ต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้งานบริการนั้นออกมาดีที่สุด ทีนี้ท่านเห็นความต่างมั้ยคะ

3. ท่านเคยไปอบรม ได้รับประกาศนียบัตร ผ่านการเรียนพิเศษอะไรมาบ้าง เช่น สมัยเรียนเคยเรียนภาษาอังกฤษธุรกิจมาก่อน ก็เขียนไปเลยว่า ฉันผ่านการอบรม English for Business จึงมีทักษะและความถนัดเรื่อง Business correspondence และ Business negotiations เป็นต้น แม้ว่าในความเป็นจริงคุณอาจจะหลับในห้องเรียนซะเป็นส่วนมาก แต่ก็อย่าได้แคร์ ดึงทักษะของตนออกมาให้ได้มากที่สุด หรือ คุณอาจจะเคยเป็นพิธีกรกะโหลกกะลาตามงานเทศกาลอาหารเจประจำอำเภอ คุณก็สามารถปรับแต่งได้ว่าคุณเคยเป็น Master of Ceremonies (MC) ในงานเทศกาลอาหารนานาชาติ เป็นต้น

4. ทักษะด้านคอมพิวเตอร์, ภาษา ใส่ไปให้ครบ อาทิ เช่น คุณสอบโทอิคได้ 735 คุณใช้โปรแกรม Microsoft office , Words, PowerPoint, Excel คุณเก่ง Photoshop ดุณพูดภาษาจีนกลางได้ สื่อสารญี่ปุ่นคล่อง ใส่ลงไปตามความสามารถที่คุณมี ส่วนกิจกรรมอื่น เช่น เล่นหมากล้อม คล่องหมากเก็บสมัยประถม อันนี้ข้ามไปเลย เอาที่มันเป็นทักษะอันส่งเสริมในเรื่องของการทำงาน งานอดิเรกเก็บไปก่อน ไม่ต้องไปบอกเค้า

5. ขอร้องว่าไม่ต้องใส่น้ำหนัก ส่วนสูง ลงไปถ้าคุณไม่ได้ไปสมัครเป็นดารา นางแบบ ประกวดนางงาม หรือ สมัครธิดางานวิ่งควาย ถ้าคุณแนบรูปไปแล้ว ถึงแม้ว่าคุณจะรีทัชสุดฤทธิ์ เค้าก็ยังคงกะประมาณสัดส่วนคุณได้บ้างจากโครงหน้า แต่สำหรับที่ประเทศในยุโรปนั้นคุณไม่จำเป็นจะต้องแนบรูปในการสมัครงาน ถ้านายจ้างทำแบบนั้นโดนฟ้องเรื่องการเลือกปฏิบัติ และเหยียดสีผิว เหยียดชาติพันธุ์ โดนปรับและจับอีกต่างหาก สำหรับเรื่องผ่านการเกณฑ์ทหารมาแล้ว อันนี้ถ้าคุณจะใส่ก็ได้ หรือ ถ้าคุณทำงานมาแล้วหลายที่ หลายปีมาแล้ว ทางฝ่ายบุคคลเค้าต้องสันนิษฐานว่าบริษัทก่อนหน้านี้เค้าต้องขอดูหลักฐานเบื้องต้นอยู่แล้ว คุณอาจจะไม่ต้องบอกใน CV แต่วันจริง วันที่เค้ารับเข้าทำงานคุณต้องสามารถนำหลักฐานมาแสดงได้

6. เขียนเกรดลงไปดีมั้ย คำตอบคือ ถ้าเกรดดี เกรดสวย ก็เขียน ถ้าเกรดไม่ค่อยจะดี ก็เขียนแค่ว่าจบจากที่ไหน คณะอะไร เอกอะไร แล้วก็เงียบๆไปซะก็สิ้นเรื่อง

7. Upload CV ของคุณลงบนเว็บสมัครงานทุกวัน ไม่อย่างงั้นแล้ว CV ของคุณก็จะโดนเบียดลงไปข้างล่างจนหลุดเฟรม

8. เตรียมตัวสัมภาษณ์งานให้ดีๆ หาข้อมูลบริษัท ทักษะไหวพริบ ข้อมูลข่าวสารต้องทันโลก เผื่อเค้าถามอะไรนอกสคริปต์ขึ้นมาจะได้ตอบได้ ไม่ใช่นั่งเหวอ งง เรื่องบุคลิกภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ ลองฝึกพูด ฝึกกริยาหน้ากระจกดู อันนี้ช่วยได้มาก

9. ไม่ต้องไปสัมภาษณ์ทุกงาน คิดและตรึกตรองให้ดีว่าบริษัทที่เรียกเราไปสัมภาษณ์เค้าเสนอตำแหน่งดีมั้ย งานน่าสนใจหรือเปล่า เงินล่ะ โอเคมั้ย เดินทางไกลขนาดไหน มีเวลาพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ถ้าคุณต้องทำงานเป็นกะ ควบกะ อะไรทำนองนี้ ถ้าคุณติดใจเรื่องอะไรพวกนี้ก็บอกเค้าไปเลยตรงๆ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาสัมภาษณ์กันทั้งสองฝ่าย มันไม่มีประโยชน์ที่จะฝืน แน่ล่ะว่าคุณต้องการงาน ในขณะเดียวกันคุณก็เป็นฝ่ายเลือกงานด้วย ใช่ว่าคุณจะเป็นคนที่ต้องถูกเลือกอย่างเดียวซะเมื่อไหร่ คุณก็มีสิทธิ์เลือกเช่นกัน แต่ถ้าคุณอยากจะไปลองฝึกสัมภาษณ์ ฝึกว่าเราจะตอบคำถามอย่างไร ทำตัวอย่างไร จริงๆแล้วการไปสัมภาษณ์จริงก็เป็นการลองสนามได้ดีเลยทีเดียว สรุปว่า จะไปสัมภาษณ์หรือไม่นั้นท่านก็ควรจะพิจารณาถึงสถานการณ์ของตนเอง ถ้าเพิ่งเรียนจบ ไม่มีอะไรทำ ไปซ้อมไปลองก็จะดี แต่ถ้าท่านต้องการเปลี่ยนงาน ต้องลางานบ่อยเพื่อไปซ้อมสัมภาษณ์ที่ๆเราไม่คิดว่าจะไปทำงานจริงๆ อันนี้ก็คงไม่เหมาะ

10. อ่าน CV ของตัวเองให้ดีอีกครั้ง ขอให้จงมั่นใจว่าสิ่งที่เราเขียนไม่ได้เกินเลยจากความเป็นจริงแต่อย่างใด เราเพียงแค่ขัดเกลาทำให้ CV ธรรมดาๆ เปล่งประกายเจิดจรัสมากยิ่งขึ้นด้วยเทคนิคในการนำเสนอ

11. ข้อสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ ถ้าไม่มั่นใจว่า CV ของเราดีพอหรือยัง ภาษาอังกฤษของเราใช้ได้มั้ย คนอ่านจะงงและแปลผิดความหมายหรือเปล่า คุณอาจจะขอความกรุณาจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยช่วยเช็คข้อมูล แก้ไข ตรวจทานให้ หรือถ้ามีเพื่อนชาวต่างชาติก็ให้เค้าดูให้หน่อย ไม่ก็เพื่อนที่เก่งภาษาอังกฤษก็ได้ ให้เค้าช่วยตรวจดูเพื่อให้แน่ใจเรื่องหลักไวยากรณ์ และตรวจสอบว่าใจความสำคัญที่คุณต้องการสื่อสารนั้นได้ระบุอย่างครบถ้วนบน CV หรือไม่ก็ปรึกษากับผู้มีประสบการณ์ในการทำ CV อย่าง www.mythaitranslators.com